แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ eng แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ eng แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Conjunctions (คำสันธาน)

Conjunctions (คำสันธาน)

คือคำที่ใช้เชื่อมคำ ข้อความ หรือประโยคที่มีความต่อเนื่องกัน
ประเภทของ Conjunctions แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. Coordinating conjunction เช่น and, but, or, for, nor, so, yet …. ใช้เชื่อมคำหรือกลุ่มคำชนิดเดียวกัน เช่น
Jack and Bill grew up in this town.
Henry is rich but unhappy.
You can read or do your homework.
She drank two glasses of water, for she was very thirsty.

2. Subordinating conjunction คือ คำที่ใช้เชื่อมกลุ่มคำหรือประโยคย่อยเข้ากับประโยคหลัก เพื่อให้ต่อเนื่องกันเป็นประโยคเดียวกัน เช่น after, until, before, when, unless, where, while, as if … เช่น
After finishing the work at the office, John drove his car home.
Before going to bed, Helen meditated for half an hour.
Although John is rich, she is not happy.

อนึ่ง ยังมีคำเชื่อมอีกประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เชื่อมใจความของประโยคที่มีความ สมบูรณ์ในตัวเองตั้งแต่ สองประโยคขึ้นไปเข้าด้วยกัน และบอกให้ทราบว่าประโยคเหล่านั้นสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร เช่น เป็นเหตุเป็นผลกัน ขัดแย้งกัน คล้อยตามกัน เป็นต้น เช่น
Consequently, accordingly, in addition, besides, furthermore, moreover, however, hence, still, then, therefore, thus, nevertheless ……..

ตัวอย่าง

Henry studied very hard. Consequently, he passed all the tests. (เชื่อมเหตุผลต่อกัน)
Anong felt ill. However, she went to work. (เชื่อมความขัดแย้งกัน)

เราอาจเชื่อมประโยชน์ทั้งสองเข้าเป็นประโยคเดียวกันได้ โดยใช้เครื่องหมาย semicolon (;) เช่น
Henry studied very hard; consequently, he passed all of the tests.
Anong felt ill; however, she went to work.

อ้างอิง
http://www.nairong.com/webboard/index.php?topic=1036.0

คำกริยา ( verbs )

คำกริยา ( verbs )
คือคำที่ใช้แสดงการกระทำและการเคลื่อนไหวของประธานในประโยค
คำกริยาแบ่งเป็น 2 ชนิด
คำกริยาแท้ (Main Verbs)
คือคำกริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำกริยาหลักของประโยค
คำกริยาช่วย ( Auxiliary Verbs)
คือคำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาแท้

กริยาแท้มี 2 ชนิด

1.สกรรมกริยา(Transitive Verbs) คือกริยาที่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับ เพื่อให้ประโยคมีใจความที่สมบูรณ์
2.อกรรมกริยา (Intransitive Verbs) คือกริยาที่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับ เพราะประโยคสามารถมีใจความสมบูรณ์ได้
กริยาช่วยมี 2 ชนิด
1.กริยาที่เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้ ได้แก่ Verb to be (is, am, are, was, were), Verb to do (do, does , did) Verb to have (have, has , has )
2.กริยาที่เป็นกริยาช่วยเท่านั้น ได้ แก่ will – would , shall – should , can – could , may – might , must , used to , need , dare

Pronoun

คำสรรพนาม (pronoun)
คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ
• Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) คำนามที่ใช้แทนชื่อคนสัตว์และสิ่งของ เช่น I, you, we, he , she ,it, they
• Possessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ ) คำนามที่แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น mine, yours, his, hers, its,theirs, ours
• Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง )สรรพนามที่สะท้อนกรรมของประโยค เป็นคำที่มี - self ลงท้าย เช่น myself, yourself,ourselves
• Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง ) สรรพนามที่บ่งชี้ชัดว่าแทนอะไร เช่น this, that, these, those, one, such, the same
• Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง ) นามที่ไม่อาจระบุหรือบอกจำนวนที่แน่นอนได้ เช่น all, some, any, somebody, something, someone
• Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เป็นสรรพนามที่ใช้แทนสำหรับคำถาม เช่น Who, Which, What
• Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) คำที่ใช้แทนนามที่อ้างถึงมาก่อนแล้วเป็นคำอธิบายข้อมูลของนามนั้นและทำหน้าที่เชื่อมประโยค เช่น who, which, that

วิธีการอ่านออกเสียงคำว่าThe

วิธีการอ่านออกเสียงคำว่าThe
1. เมื่อ the อยู่หน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ หรือสระที่ออกเสียงเป็นพยัญชนะให้อ่าน เดอะ เช่น The ciry , The town , The unit
2. เมื่อ theอยู่หน้าคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระหรือพยัญชนะที่ออกเสียงเป็นสระ ให้อ่าน ดิ
The Elephant, The hour

Definite Article

Definite Article


คือ The ใช้นำคำนามนับได้ และ คำนามนับไม่ได้ ทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ เพื่อให้คำนามนั้นมีความหมาเฉพาะเจาะจงว่าคำนามที่พูดถึงคือสิ่งไหน

หลักการใช้
1. ใช้ the เมื่อต้องการชี้เฉพาะเจาะจงสิ่ง นั้นๆ
2. เมื่อกล่าวถึงคำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ครั้งแรก ให้ใช้ทั้ง a และ an แต่หากว่ากล่าวถึงครั้งที่ 2 ขึ้นไป ให้ใช้ the (เพราะผู้ฟังกับผู้พูดเข้าใจตรงกันแล้วว่าพูดถึงสิ่งใด)
3. เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันอยู่ เช่น Please close the door (รู้อยู่ว่าประตูบานไหน)
4. ใช้ The นำหน้าสิ่งที่มีอยู่อยู่เพียงสิ่งเดียวและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น The Moon(พระจันทร์) The Sun (พระอาทิตย์)
5. ใช้ the นำหน้าชื่อทาง ภูมิศาสตร์ เช่น ทะเล แม่น้ำ อ่าว ๆลๆ
6. ใช้ Theเปรียบเทียบขั้นสูงสุด เช่น The Most beautiful girl เป็นต้น
7. ใช้ The นำหน้า Adjective เพื่อใช้แทนคำนาม โดยมากจะหมายถึงกลุ่มคนที่มีลักษณะตาม adjective เปล่านั้น
8. ใช้ The นำหน้าตัวเลขแสดงลำดับที่ เชน The first , The second ๆลๆ
9. ใช้ The นำหน้าชื่อสุกล เพื่อกล่าวถึงคนทั้งตระกูล
10. ใช้ The นำหน้าเครื่องดนตรี

Indefinite Article

Indefinite Article
ได้แก่ a และ an
มีเงื่อนไขการใช้ดังนี้
1.a ใช้นำหน้าคำนามที่นับได้เป็นเอกพจน์ซึ่งขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะสื่อความหมายว่าคำนามที่ตามมามีจำนวนเป็นหนึ่ง
- สำหรับคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระแต่ออกเสียงเป็นพยัญชนะก็ให้ใช้ a เช่นกัน เช่น a uniform เป็นต้น

-an ใช้เหมือน นำหน้าคำนามนับได้เป็นเอกพจน์ ที่ขึ้นต้นด้วยสระ(aeiou) และเมื่ออ่านออกเสียงแล้วออกเสียงเป็น แอน (เพราะจะอ่านง่ายกว่า)

-an สารมารถใช้นำหน้าพยัญชนะที่ออกเสียงเป็นสระได้ เช่น an hour
เป็นต้น

3. ใช้ a และ an นำหน้า adjective ที่ขยายคำนามนับได้ เอกพจน์มีหลักการดังนี้
-ใช้ a นำหน้า adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระ
-ใช้ an นำหน้า adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระ
--ใช้ a หรือ an นำหน้าคำนามที่ใช้แสดงการมีส่วนร่วม ในกลุ่มต่างๆเช่น ประเทศ อาชีพ ศาสนา ๆลๆ
-ใช้ a และ an นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ เมื่อหมายถึงตัวแทนของสิ่งของทั้งหมด
-ใช้นำหน้าคำบอกจำนวนเช่น A thousand baht เงิน 1000 บาท
-ใช้ a และ an นำหน้าคำนามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย เช่น
I have a cold , I have a fever เป็นต้น

*ชื่อโรคเราจะไม่ใช้ a หรือ an

Articles(คำนำหน้านาม)

Articles(คำนำหน้านาม)
เป็นคำคุณศัพท์ชนิดหนึ่ง ที่มักจะอยู่คู่กับ นาม โดยปกติแล้วนามจะต้องมี Articles นำหน้าเสมอ

Articles มี 2 ประเภทคือ
1 Indefinite Article คำนามไม่ชี้เฉพาะเจาะจง
2 Definite Article คำนำหน้านามที่ชี้เฉพาะเจาะจง