แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Preposition

Preposition
คำบุพบท

คือคำที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง คำนามหรือคำสรรพนาม กับคำอื่นในประโยค

Sue and Sam are are in the room. ซูและแซมอยู่ในห้อง

Sue and Sam – ซูและแซม เป็นคำนาม เป็นประธานของประโยค

are – อยู่ เป็นคำกริยา เป็นกริยาของประโยค

in – ใน เป็นคำบุพบท แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง

“ซูและแซม” กับ “ห้อง”

the room – ห้อง เป็นคำนาม เป็นส่วนที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์

The cat is sleeping under the bed. แมวนอนหลับอยู่ใต้เตียง

The cat – แมว เป็นคำนาม เป็นประธานของประโยค

is sleeping – หลับ เป็นคำกริยา เป็นกริยาของประโยค

under – ใต้ เป็นคำบุพบท แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง

“แมว” กับ “เตียง”

the bed – เตียง เป็นคำนาม เป็นส่วนที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์

คำบุพบท (preposition) แบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆได้ ดังนี้
1. Prepositions of Places – คำบุพบทเกี่ยวกับสถานที่ หมายถึง คำบุพบทที่บอกตำแหน่งแหล่งที่ว่าสิ่งนั้นๆ
อยู่ที่ไหน บ้างก็เรียกบุพบทเหล่านี้ว่า preposition of positions


2. Prepositions of Time – คำบุพบทเกี่ยวกับเวลา หมายถึง คำบุพบทที่บอกกาลเวลา

3. Prepositions อื่นๆ


อ้างอิง
http://www.dbs.ac.th/project/preposition1.html

Conjunctions (คำสันธาน)

Conjunctions (คำสันธาน)

คือคำที่ใช้เชื่อมคำ ข้อความ หรือประโยคที่มีความต่อเนื่องกัน
ประเภทของ Conjunctions แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. Coordinating conjunction เช่น and, but, or, for, nor, so, yet …. ใช้เชื่อมคำหรือกลุ่มคำชนิดเดียวกัน เช่น
Jack and Bill grew up in this town.
Henry is rich but unhappy.
You can read or do your homework.
She drank two glasses of water, for she was very thirsty.

2. Subordinating conjunction คือ คำที่ใช้เชื่อมกลุ่มคำหรือประโยคย่อยเข้ากับประโยคหลัก เพื่อให้ต่อเนื่องกันเป็นประโยคเดียวกัน เช่น after, until, before, when, unless, where, while, as if … เช่น
After finishing the work at the office, John drove his car home.
Before going to bed, Helen meditated for half an hour.
Although John is rich, she is not happy.

อนึ่ง ยังมีคำเชื่อมอีกประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เชื่อมใจความของประโยคที่มีความ สมบูรณ์ในตัวเองตั้งแต่ สองประโยคขึ้นไปเข้าด้วยกัน และบอกให้ทราบว่าประโยคเหล่านั้นสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร เช่น เป็นเหตุเป็นผลกัน ขัดแย้งกัน คล้อยตามกัน เป็นต้น เช่น
Consequently, accordingly, in addition, besides, furthermore, moreover, however, hence, still, then, therefore, thus, nevertheless ……..

ตัวอย่าง

Henry studied very hard. Consequently, he passed all the tests. (เชื่อมเหตุผลต่อกัน)
Anong felt ill. However, she went to work. (เชื่อมความขัดแย้งกัน)

เราอาจเชื่อมประโยชน์ทั้งสองเข้าเป็นประโยคเดียวกันได้ โดยใช้เครื่องหมาย semicolon (;) เช่น
Henry studied very hard; consequently, he passed all of the tests.
Anong felt ill; however, she went to work.

อ้างอิง
http://www.nairong.com/webboard/index.php?topic=1036.0

กริยาวิเศษ (Adverb)

คือ คำที่ใช้ทำหน้าที่ขยายกริยา ขยายคุณศัพท์ หรือขยาย Adverb ด้วยกันเองก็ได้
กริยาวิเศษ แบ่งเป็น 7 ชนิด
1. แสดงเวลา (Adverbs of time ) คือคำขยายกริยาเพื่อบอกเวลา เช่น late
2. แสดงสถานที่ (Adverb of Place) คำขยายกริยา เพื่อบอกตำแหน่ง และสถานที่ เช่น on , above เป็นต้น
3. แสดงปริมาณ (Adverb of Number) คำขยาย กริยาเพื่อแสดงปริมาณ หรืออาจจะใช้ในการแสดงความถี่ เช่น sometime , always
4. แสดงอาการ (Adverb of Quality) ใช้ขยายกริยาเพื่อแสดงอาการที่ออกมาหรือ ลักษณะ เช่น terribly
5. แสดงความสัมพันธ์ (Relative Adverbs) คำกริยาเพื่อการเชื่อมประโยค เช่น when, why
6. แสดงคำถาม (Interrogative Adverbs) คำขยายกริยาเพื่อการถามคำถาม
7. แสดงการเชื่อมคำในประโยค (Sentence Adverbs) คือคำขยายกริยาเพื่อเชื่อมคำในประโยค

คำกริยา ( verbs )

คำกริยา ( verbs )
คือคำที่ใช้แสดงการกระทำและการเคลื่อนไหวของประธานในประโยค
คำกริยาแบ่งเป็น 2 ชนิด
คำกริยาแท้ (Main Verbs)
คือคำกริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำกริยาหลักของประโยค
คำกริยาช่วย ( Auxiliary Verbs)
คือคำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาแท้

กริยาแท้มี 2 ชนิด

1.สกรรมกริยา(Transitive Verbs) คือกริยาที่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับ เพื่อให้ประโยคมีใจความที่สมบูรณ์
2.อกรรมกริยา (Intransitive Verbs) คือกริยาที่ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารองรับ เพราะประโยคสามารถมีใจความสมบูรณ์ได้
กริยาช่วยมี 2 ชนิด
1.กริยาที่เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้ ได้แก่ Verb to be (is, am, are, was, were), Verb to do (do, does , did) Verb to have (have, has , has )
2.กริยาที่เป็นกริยาช่วยเท่านั้น ได้ แก่ will – would , shall – should , can – could , may – might , must , used to , need , dare

Pronoun

คำสรรพนาม (pronoun)
คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คำสรรพนาม (pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ
• Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) คำนามที่ใช้แทนชื่อคนสัตว์และสิ่งของ เช่น I, you, we, he , she ,it, they
• Possessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ ) คำนามที่แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น mine, yours, his, hers, its,theirs, ours
• Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง )สรรพนามที่สะท้อนกรรมของประโยค เป็นคำที่มี - self ลงท้าย เช่น myself, yourself,ourselves
• Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง ) สรรพนามที่บ่งชี้ชัดว่าแทนอะไร เช่น this, that, these, those, one, such, the same
• Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง ) นามที่ไม่อาจระบุหรือบอกจำนวนที่แน่นอนได้ เช่น all, some, any, somebody, something, someone
• Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เป็นสรรพนามที่ใช้แทนสำหรับคำถาม เช่น Who, Which, What
• Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) คำที่ใช้แทนนามที่อ้างถึงมาก่อนแล้วเป็นคำอธิบายข้อมูลของนามนั้นและทำหน้าที่เชื่อมประโยค เช่น who, which, that

Definite Article

Definite Article


คือ The ใช้นำคำนามนับได้ และ คำนามนับไม่ได้ ทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ เพื่อให้คำนามนั้นมีความหมาเฉพาะเจาะจงว่าคำนามที่พูดถึงคือสิ่งไหน

หลักการใช้
1. ใช้ the เมื่อต้องการชี้เฉพาะเจาะจงสิ่ง นั้นๆ
2. เมื่อกล่าวถึงคำนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ครั้งแรก ให้ใช้ทั้ง a และ an แต่หากว่ากล่าวถึงครั้งที่ 2 ขึ้นไป ให้ใช้ the (เพราะผู้ฟังกับผู้พูดเข้าใจตรงกันแล้วว่าพูดถึงสิ่งใด)
3. เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันอยู่ เช่น Please close the door (รู้อยู่ว่าประตูบานไหน)
4. ใช้ The นำหน้าสิ่งที่มีอยู่อยู่เพียงสิ่งเดียวและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น The Moon(พระจันทร์) The Sun (พระอาทิตย์)
5. ใช้ the นำหน้าชื่อทาง ภูมิศาสตร์ เช่น ทะเล แม่น้ำ อ่าว ๆลๆ
6. ใช้ Theเปรียบเทียบขั้นสูงสุด เช่น The Most beautiful girl เป็นต้น
7. ใช้ The นำหน้า Adjective เพื่อใช้แทนคำนาม โดยมากจะหมายถึงกลุ่มคนที่มีลักษณะตาม adjective เปล่านั้น
8. ใช้ The นำหน้าตัวเลขแสดงลำดับที่ เชน The first , The second ๆลๆ
9. ใช้ The นำหน้าชื่อสุกล เพื่อกล่าวถึงคนทั้งตระกูล
10. ใช้ The นำหน้าเครื่องดนตรี

Indefinite Article

Indefinite Article
ได้แก่ a และ an
มีเงื่อนไขการใช้ดังนี้
1.a ใช้นำหน้าคำนามที่นับได้เป็นเอกพจน์ซึ่งขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะสื่อความหมายว่าคำนามที่ตามมามีจำนวนเป็นหนึ่ง
- สำหรับคำนามที่ขึ้นต้นด้วยสระแต่ออกเสียงเป็นพยัญชนะก็ให้ใช้ a เช่นกัน เช่น a uniform เป็นต้น

-an ใช้เหมือน นำหน้าคำนามนับได้เป็นเอกพจน์ ที่ขึ้นต้นด้วยสระ(aeiou) และเมื่ออ่านออกเสียงแล้วออกเสียงเป็น แอน (เพราะจะอ่านง่ายกว่า)

-an สารมารถใช้นำหน้าพยัญชนะที่ออกเสียงเป็นสระได้ เช่น an hour
เป็นต้น

3. ใช้ a และ an นำหน้า adjective ที่ขยายคำนามนับได้ เอกพจน์มีหลักการดังนี้
-ใช้ a นำหน้า adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระ
-ใช้ an นำหน้า adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระ
--ใช้ a หรือ an นำหน้าคำนามที่ใช้แสดงการมีส่วนร่วม ในกลุ่มต่างๆเช่น ประเทศ อาชีพ ศาสนา ๆลๆ
-ใช้ a และ an นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ เมื่อหมายถึงตัวแทนของสิ่งของทั้งหมด
-ใช้นำหน้าคำบอกจำนวนเช่น A thousand baht เงิน 1000 บาท
-ใช้ a และ an นำหน้าคำนามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย เช่น
I have a cold , I have a fever เป็นต้น

*ชื่อโรคเราจะไม่ใช้ a หรือ an

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

Countable Noun

Countable Noun หรือนามนับได้ เป็นนามที่เป็นรูปธรรมสามารถสังเกตได้ เช่น cat (แมว) , pen (ปากกา) ๆลๆ

โดยอาจจะมีจำนวนระบุอยู่เช่น 1 ตัว 2 ตัว หรือ 1 ด้าม 2 ด้าม ๆลๆ

Countable noun สามารเป็นได้ทั้งเอกพจน์(จำนวนที่มี 1 เดียว) และพหูพจน์(จำนวนที่มากกว่า 1 ) เมื่อนามนับได้อยู่ในรูปเอกพจน์ เรามักใช้คำนำหน้านาม a,an,the นำหน้า

เช่น

-A dog

-a cat

ๆลๆ

เมื่อคำนามอยู่ในรูปพหูพจน์ราสามารถละ article ได้ แต่ต้องเปลี่ยนให้อยูในรูปพหูพจน์ โดยการเติม s ที่หลังคำนาม

เช่น

I hate Dogs.

They are Students.

นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นเรายังสมารถใช้ some any a few many เพื่อให้เห็นว่าคำนามอยู่ในรูปพหูพจน์

เช่น

I’ve got a few dollars. (ฉันมีเงินดอลลาห์นิดหน่อย)

 

หลักการเปลี่ยนคำเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์

1. คำนามที่ลงท้ายด้วย s ,ss ,x ,sh ,ch และ z ให้เติม es

2. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย o และหน้า o เป็นพยัญชนะให้เติม es ยำเว้นบางคำที่สามารเติม s ได้เลย pianos , memos , solos, photos

3. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย o และหน้า o เป็นสระให้เติม s ได้เลย

4. คำนามที่ลงท้ายด้วย y แล้วหน้า y เป็นพยัญชนะให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es

5. คำนามที่ลงท้ายด้วย y แล้วหน้า y เป็นสระให้เติม s ได้เลย

6. คำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe ให้เปลี่ยน f หรือ fe นั้นเป็น v ก่อนแล้วจึงเติม es

7. จากข้อ 6 หากหน้า f หรือ fe เป็นสระ ให้เติม s ได้เลย

8. นามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปเป็นพหูพจน์ อาทิ man > men , foot > feet

9. คำนามบางคำมีรูปเหมือนกันทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ เช่น fish, swine ๆลๆ

10. บางคำเป็นพหูพจน์แต่ต้องใช้เป็นเอกพจน์เสมอ เช่น news,tactics ๆลๆ

 

image

ภาพจาก http://www.student.chula.ac.th

 

Technorati Tags: ,,,

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ข้อควรรู้ก่อนการเรียนภาษาอังกฤษ


image







ข้อควรรู้ก่อนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษนั้นมี ตัวอักษรอยู่ทั้งหมด 26 ตัว โดยจะมีตัวใหญ่และตัวเล็ก


อักษรภาษาอังกฤษ ตัวใหญ่
A เอ
B บี
C ซี
D ดี
E อี
F เอฟ
G จี
H เอช
I ไอ
J เจ
K เค
L แอล
M เอ็ม
N เอ็น
O โอ
P พี
Q คิว
R อาร์
S เอส
T ที
U ยู
V วี
W ดับเบิลยู
X เอ็กซ์
Y วาย
Z แซด(ซี)
 


อักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก
a เอ
b บี
c ซี
d ดี
e อี
f เอฟ
g จี
h เอช
i ไอ
j เจ
k เค
l แอล
m เอ็ม
n เอ็น
o โอ
p พี
q คิว
r อาร์
s เอส
t ที
u ยู
v วี
w ดับเบิลยู
x เอ็กซ์
y วาย
z แซด(ซี)
 


นอกจากนี้ยังมีตัวเขียนอีกด้วยแต่ ในส่วนของตัวเขียนนั้น จะกล่าวกันทีหลัง




















สำหรับอักษรภาษาอังกฤษนั้นหากนำมาเทียบกับภาษาไทย จะได้ดังนี้
พยัญชนะ
ตรงกับ
B
บ
C
ค,ช
D
ด
F
ฟ
G
ก, จ
H
ฮ,ห
J
จ,ย
K
ค,ก
L
ล
M
ม
N
น,ณ
P
พ
Q
คว
R
ร
S
ศ,ส,ษ,ศ
T
ซ,ต
V
ว
W
ว
X
ก,กซ
Y
ย
Z
ซ







ส่วน AEIOU นั้นเป็นสระ
สระ
คำอ่าน
A
แอ หรือ อา
E
สระเอ หรือ อี
I
สระอิ หรือ ไอ
O
สระ โอ หรือ ออ
U
สระอุ หรือ ไม้หันหน้ากาศ


การอ่านภาษาอังกฤษ เช่น
Can   ตัว a แทนด้วย สระ แอ และตัว n แทนด้วย น
Big    ตัว I แทนด้วย อิ ตัว b แทนด้วย บ ตัว g แทนด้วย ก
เป็นต้นโดยสังเกตุว่าสระมักจะอยู่หลังตัวพยัญชนะ




คำประเภทต่างๆในภาษาอังกฤษ
คำ
คำอ่าน
คำแปล
Noun
นาว
คำนาม
Adjective  
แอ็ดเจ็ททีฟ
คำคุณศัพท์
Pronoun
โพนาว
คำสรรพนาม
Preposition
พิโพสิชัน
คำบุพบท
Verb
เวิร์บ
คำกริยา
Conjunction
คอนจังชัน
คำสันธาน
Adverb
แอ็ดเวิร์บ
คำกริยาวิเศษณ์
Interjection
อินเตอร์เจ็ทชัน
คำอุทาน